ยุทธศาสตร์การตลาด แบบ Shopee

ยุทธศาสตร์การตลาด แบบ Shopee

หากพูดถึงการซื้อของออนไลน์ แอพพลิเคชั่นที่ขาช้อปจะต้องโหลด ไว้ในมือถือเลยคงหนีไม่พ้น Shopee ที่เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับการค้าขายโดยเฉพาะ Shopee เล็งเห็นโอกาสนี้ ในการสร้างขุมกำลังของแบรนด์ และ วางความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตน ให้แตกต่างจาก e-commerce อื่นๆแพลตฟอร์มอื่นๆ การพัฒนาการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ เพิ่มการเจริญเติบโตและเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซนี้ วันนี้เราจะมาเจาะยุทธศาสตร์ การค้าขายของช้อปปี้กันว่า เขาใช้วิธีการไหน ทำให้ธุรกิจสามารถก้าวมาเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ชั้นนำของประเทศไทย

บริษัท แม่ของShopee คือ การีน่า ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Sea โดยมี CEO คือ คุณ Chris feng คู่แข่งของShopee ในประเทศไทยทุกวันนี้ ที่เห็นได้เด่นชัดๆเลยก็มี Lazada และ 11 Street ส่วนใหญ่มาร์เก็ตเพลสเกือบทุกเจ้าไม่คิดค่าธรรมเนียมขายสินค้า การที่ต้องทำแบบนี้จะสามารถทำให้Shopee มีรายได้จริงหรือ?

การสร้างแบรนด์ การวางแผน และ กลยุทธ์การตลาด

  1. E-commerce และ เศรษฐกิจแบบดิจิตอล (Digital Economic) ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ มีการเจริญเติบโตสูงอย่างเห็นได้ชัด
    ทั้งนี้Shopee เล็งเห็นโอกาสนี้ ในการสร้างขุมกำลังของแบรนด์ และ วางความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตน ให้แตกต่างจาก e-commerce อื่นๆแพลตฟอร์มอื่นๆ การพัฒนาการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ เพิ่มการเจริญเติบโตและเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซนี้
  2. กลยุทธ์เน้น Mobile First เพื่อเป็นแต้มต่อทางธุรกิจ การเจริญเติบโตมากขึ้นของการใช้งานมือถือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไต้หวันShopee ใช้กลยุทธ์แจาะไปในเรื่องของเส้นทางการซื้อของผู้บริโภค (Consumer Journey) ที่เข้ามาใช้Shopee App ผ่านทาง มือถือ
    แอพพลิเคชั่น ทางมือถือหน้าตาสะอาดเรียบง่าย และรวมไปถึงมีการออกแบบเพื่อให้ใช้งานง่ายที่สุดและการเข้าถึงลูกเล่นต่างๆใน Application จะทำได้ง่ายและรวดเร็วด้วย
  3. กลยุทธ์การเน้นที่ผู้ใช้เป็นหลัก (User Centered Design) อินเตอร์เฟส หรือ หน้าจอสำหรับใช้งาน จะต้องเชื่อมโยงความสัมพันธ์และให้ประสบการณ์ที่ดีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เริ่มต้นการเดินทางจนไปถึงซื้อและการขาย
  4. กลยุทธ์ Hyper Localization การเจาะที่กลุ่มผู้ใช้ท้องถิ่นอย่างชัดเจน เพิ่มความน่าจดจำและประสบการณ์ในรูปแบบดิจิตอล
    Shopping มีกลยุทธ์การตลาด ที่เน้นนโยบายในการสร้างสิ่งแวดล้อมและแคมเปญต่างๆเพื่อนเน้นเจาะกลุ่มผู้ใช้งานในท้องที่นั้นๆ ที่มีความต้องการทางตลาดอยู่แล้ว
Shopee

ในประเทศไทย มีการใช้พรีเซ็นเตอร์ เป็นเซเลปคนดังเข้ามา เป็นส่วนแนะนำแบรนด์ Shopeeไม่ใช่แค่การออกแบบประสบการณ์ตั้งแต่ First Impression ไปจนถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อ- ผู้ขายเท่านั้น การสื่อสารการตลาดก็เป็นอีกส่วนที่ถูกปรับมาให้เขากับผู้บริโภคคนไทย เมื่อช้อปปี้สร้างความฮือฮาคว้าตัว ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า-อุรัสยา มาเป็นพรีเซนเตอร์คู่ คุณอากาธา อธิบายว่า “เราพยายามคัดเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะมาสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้เนื่องจากการช้อปปิ้งออนไลน์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เราจึงมีแนวคิดว่า ควรเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ที่ทุกคนชื่นชอบ รวมถึงมีไลฟ์สไตล์แบบคนรุ่นใหม่อีกด้วย ทั้งคู่ก็เป็นคู่ที่น่ารัก โด่งดังอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เมื่อผู้บริโภคเห็นแล้วมีความรู้สึกว่าเขา คือ “Life Partner” ซึ่งการใช้พรีเซนเตอร์ในลักษณะนี้ไม่ได้มีในทุกประเทศเนื่องจากความแตกต่างทางด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค

จากโปรโมชั่น สู่ความยั่งยืน

Product สินค้าที่นำเสนอขายบนแพลตฟอร์มต้องมีความหลากหลาย ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในทุกๆ ไลฟ์สไตล์ของชีวิต และพร้อมสำหรับผู้ใช้งานทุกคน เมื่อเข้ามาช้อปปิ้งแล้วสามารถหาสินค้าเจอได้ครบทุกประเภท

User Experience ทำให้ทั้งฝั่งผู้ซื้อ และผู้ขาย ใช้งานได้สะดวก รวมไปถึงการชำระเงิน และการขนส่ง ซึ่งนี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกๆ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน โดยทางฝั่งของ ช้อปปี้ทราบดีว่าความท้าทายของอุตสาหกรรมก็คือ การทำให้ผู้บริโภครู้สึกปลอดภัยที่จะซื้อสินค้า และชำระเงิน รวมไปถึงการส่งซึ่งในบางประเทศกับสินค้าบางอย่าง ลูกค้ามีความต้องการให้จัดส่งภายในวันเดียว ซึ่งถ้าหากทำได้ก็จะสร้างความรู้สึกเชิงบวกจนนำไปสู่การเป็นลูกค้าประจำ

Seller Empowerment การพัฒนาคุณภาพของผู้ขาย รวมถึงพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ช้อปปี้มีการจัดโปรแกรมShopee University เพื่อเทรนผู้ขาย ให้มีความพร้อมกับการขายสินค้าออนไลน์ เนื้อหาแตกต่างกันไปตามระดับ เช่น คอร์สถ่ายภาพเพื่อการขายสินค้าออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ หรือ การนำผู้ขายที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันประสบการณ์ เป็นต้น

Open Environmental Working สปิริตของการแบ่งปัน เพราะว่าเป็นธุรกิจที่มีความเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ดังนั้นคนในองค์กรจึงต้องแชร์ประสบการณ์ ความรู้เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน และมีการเทรนภายใน ทั้งในส่วนของ Hard Skill ที่จำเป็นในหน่วยงานตนเอง และ Soft Skill เพื่อพัฒนาแนวคิดของตัวเองอยู่เสมอ นอกจากนี้   ในฐานะผู้บริหาร คุณอากาธาบอกว่าต้องพร้อมรับฟัง และมี HR ที่คอยช่วยสำรวจความต้องการของพนักงานอยู่ตลอด เพื่อจัดสรรสวัสดิการตามความเหมาะสม ซึ่งที่นี่ก็มีวัฒนธรรมองค์กรเท่ๆ แบบบริษัทเทคโนโลยี เช่น ขนมที่ทานได้ไม่จำกัด ห้องนวดที่พนักงานสามารถใช้ได้ กับกิจกรรมในแต่ละเดือนที่ดริงค์กันอย่างสนุกสนาน เปิดโอกาสให้พนักงานแต่ละแผนกทำความรู้จักกัน

Fast Company

เพื่อทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตตาม Vision ที่วางไว้อย่างชัดเจน การเติบโตของบุคลากรในช้อปปี้จึงเป็นเรื่องที่องค์กรแห่งนี้ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะระยะเวลาเพียง 2 ปีกว่า จำนวนพนักงาน ช้อปปี้ในประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จากช่วงเริ่มต้นที่มีคนไม่ถึง 10 คน แต่ปัจจุบันมีพนักงานรวมกันเกือบ 400 คนแล้ว การที่จะสร้างให้พนักงานแต่ละคนทำงานภายใต้ทิศทางเดียวกันจึงเป็นโจทย์ใหญ่

การไม่ยึดติดกับ โมเดลธุรกิจในรูปแบบเก่าๆ รวมถึง การเพิ่มคุณค่าในการบริการ

  1. Shopee feed ในหน้าฟีดของการซื้อขายสินค้าในShopee จะถูกทำให้เป็นเรื่องเฉพาะตัว เฉพาะบุคคลนั้น รายการสินค้ายังเปิดโอกาสให้กับผู้ใช้หรือลูกค้า สามารถกดติดตามหรือกดไลค์ได้ด้วย
  2. Shopee Live Chat ยังมีบริการแชทสด การพูดคุยแบบโต้ตอบทันที โดยผ่านหน้าจอแชท ที่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายเชื่อมถึงกันและมีปฏิสัมพันธ์กันได้ โดยที่ผู้ซื้อสามารถได้รับการตอบจากผู้ขายแบบโดยตรง และ รวดเร็ว นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ซื้อกับลูกค้าของเขาอีกด้วย
  3. Shopee Mall เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นาน พื้นที่ที่อุทิศให้กับแบรนด์ต่างๆ รวมถึงผู้ขายชั้นดี Top Seller ในShopee ได้มีพื้นที่ในการแสดงสินค้าอย่างโดดเด่น
  4. Shopee Interface หน้าตาที่ดูพื้นๆ และ ใช้งานง่ายๆ ของระบบ สามารถช่วยให้ผู้ใช้มีความสัมพันธ์กับshopee ได้เป็นอย่างดี ซึ่ง ผู้ซื้อในshopee โดยเฉลี่ยต่อคนจะมีการซื้อหรือสั่งสินค้ามากถึง 3.7 คำสั่งซื้อต่อเดือน นี่คือ รายงานจริงจากช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2017
  5. Shopping University ถูกตั้งขึ้นเพื่อ จุดประสงค์ในการเข้าถึงกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่นและธุรกิจท้องถิ่น ที่ต้องการจะเข้ามาสร้างร้านค้าของตนเอง ในรูปแบบออนไลน์ มันจะเป็นระบบการสอนและติวเพื่อช่วยให้ในการทำให้ธุรกิจเจริญเติบโต
  6. Shopee Support ในเรื่องของการ support หรือ การให้การสนับสนุน ให้คำแนะนำและช่วยเหลือ ผ่านShopee Seller Center ที่เป็นศูนย์กลาง ที่ที่ผู้ขายสามารถจะเข้ามาใช้เครื่องมือในการช่วยเหลือพวกเขา จัดการร้านค้าของเขาได้ง่ายขึ้นและยังรวมถึง การจัดการในเรื่องของคลังสินค้า การติดตามคำสั่งซื้อ และ การบริหารจัดการในเรื่องของกำไรขาดทุน อีกด้วย
  7. Shopee Guarantee การการันตีนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะปกป้อง ผู้ซื้อ ในการ ระงับการจ่ายเงินให้กับผู้ขายได้ ในกรณีที่ผู้ซื้อได้รับสินค้า ไม่ตรงกับเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้

อย่างไรก็ตามทาง Shopeeก็ได้มีการพัฒนา และทำการตลาดอย่างเข้มข้น มาต่อเนื่อง และเป็นหัวหอกของวงการ อีคอมเมิร์ซในไทยได้อย่างสง่างาม ต้องคอยดูกันต่อไปว่าช้อปปี้จะมีหมัดเด็ดทางการตลาดอะไรออกมาให้เราได้อึ้งกันในอนาคตอีกรึป่าว ซึ่งก็คิดว่ามีแน่

อ่านบทวามเพิ่มเติม : รวมเกมสนุกเกอร์
อ่านบทวามเพิ่มเติม : TikTok