SUBWAY

subway logo

SUBWAY (ซับเวย์)

“ฟาสต์ฟู้ด” คืออาหารที่เน้นความรวดเร็วและความสะดวกในการซื้อหามารับประทาน ซึ่งเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันที่เน้นความสะดวกรวดเร็ว อันเนื่องด้วยกิจวัตรประจำวันที่รีบเร่ง การเดินทางที่เร่งด่วน ฟาสต์ฟู้ดจึงเป็นอาหารที่ตอบโจทย์ของคนในยุคนี้ อาหารฟาสต์ฟู้ดมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น แฮมเบอร์เกอร์ ขนมปังอบ แซนด์วิช ฯลฯ ซึ่งทุกชนิดนั้นจะมีสิ่งที่เหมือนกันคือความสะดวกในการรับประทาน อยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ ก็สามารถรับประทานได้ ในครั้งนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จักกับธุรกิจจำหน่ายอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งเป็นธุรกิจแฟรนด์ไชส์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ก่อตั้งก็ขายอาหารอยู่เพียงประเภทเดียวคือ “แซนด์วิชและสลัด” ชื่อของแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่เจ้านี้ก็คือ “SUBWAY” (ซับเวย์)

SUBWAY (ซับเวย์) เป็นร้านฟาสต์ฟู้ดอเมริกันที่ขาย แซนวิช และสลัดเป็นหลัก สโลแกนคือ “eat fresh” เปิดดำเนินการครั้งแรกในปี 1965 ที่รัฐ Milford, Connecticut สหรัฐอเมริกา ชื่อของ Subway มาจาก submarine sandwich ด้วยรูปร่างของแซนวิชที่ยาวเหมือนเรือดำน้ำ ด้วยเหตุที่เป็น fastfood restaurant franchise ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เราจึงสนใจอยากเก็บเกี่ยวมุมสนุกๆและน่าสนใจของแบรนด์มานำเสนอเป็น fast facts ให้ผู้อ่านได้ชมกันเพลินๆ และหากสังเกตกันดีๆในช่วงสามถึงสี่ปีมานี้ Subway ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว และปัจจุบันมีสาขาในไทยทั้งหมด 63 แห่ง

Fred Deluca

จุดเริ่มต้นของ SUBWAY

“ซับเวย์” ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1965 ที่เมือง Bridgeport รัฐคอนเนตทิคัต ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Fred Deluca และ Pete Buck ในชื่อของ “Pete’s super submarines” เพื่อจำหน่ายแซนด์วิชซับมารีน จุดกำเนิดของธุรกิจนี้คือทั้งเฟร็ด และปีเตอร์ ต้องการทำธุรกิจอย่างหนึ่งขึ้นเพื่อเป็นรายได้มาจ่ายค่าเล่าเรียนในโรงเรียนแพทย์ของเฟร็ด และปีเตอร์ที่ศึกษาทางด้านฟิสิกส์

เฟร็ดจึงขอยืมเงินจากปีเตอร์จำนวน 1,000 เหรียญ เพื่อสร้างธุรกิจ และเลือก “แซนด์วิช” เป็นธุรกิจที่เขาทั้ง 2 เริ่มลงมือทำ ในปีถัดมาจึงก่อตั้งบริษัท Doctor’s Associates, Inc. ขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารจัดการร้านและดูแลเรื่องแฟรนไชส์ เพราะแซนด์วิชของทั้งคู่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ต่อมาภายหลังองค์กรแพทย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการจำหน่ายสินค้านี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “SUBWAY” ในปี 1968

การเติบโตอย่างก้าวกระโดด

นับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจ ร้านซับเวย์ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดในรูปแบบของแฟรนไชส์ ในการเปิดร้านเพียง 10 ปีนับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อซับเวย์ ก็สามารถขยายร้านข้ามมาเปิดยังฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่รัฐแคลิฟอร์เนียในปี 1978 และสาขาแรกนอกพื้นที่อเมริกาเหนือที่ Bahrain ในปี 1984 สาขาในอังกฤษปี 1996 และเริ่มต้นมีหน้าร้านในห้าง Walmart ในปี 2004 นี่เองทำให้ในปี 2007 ถูกจัดอยู่ใน Enterpreneur magazine’s Top 500 Franchises list ซึ่งจัดอันดับแฟรนไชส์ชั้นนำของโลก และในปี 2010 ซับเวย์ได้ขึ้นเป็นบริษัทแฟรนไชส์อาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในปี 2015 ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 3 ในการจัดอันดับ Top Global Franchise และเป็นอันดับที่ 1 ใน Fastest Growing Franchise ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Milford รัฐคอนเนตทิคัต และมีจำนวนสาขาทั้งสิ้นกว่า 44,834 สาขากระจายอยู่ใน 112 ประเทศทั่วโลก แต่จำนวนสาขากว่าครึ่งตั้งอยู่ในอเมริกา

เริ่มขยายธุรกิจแบบแฟรนไชส์

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาบริษัทก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง Fred และ Peter มีเป้าหมายว่าจะเปิดร้าน submarine sandwich 32 แห่งภายใน 10 ปี ในปี พ.ศ. 2517 ซึ่งเป็นเวลา 8 ปีหลังจากที่ทั้งสองเปิดร้านแซนด์วิชครั้งแรก Fred และ Pete ก็เป็นเจ้าของและดำเนินกิจการร้านแห่งที่ 16 ในรัฐคอนเน็คติกัต ซึ่งเท่ากับไปได้ครึ่งทางของเป้าหมายที่ทั้งสองตั้งไว้

เนื่องจาก Fred และ Peter ต้องการขยายธุรกิจ จึงหันมาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการทำแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ทั้ง 2 เคยปฏิเสธ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสำหรับ “big guys” เท่านั้น แต่ด้วยความต้องการที่จะประสบความสำเร็จ Fred และ Peter จึงตัดสินใจว่าการทำแฟรนไชส์ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ทั้ง 2 บรรลุเป้าหมาย

ดังนั้น Fred จึงไปพบเพื่อนของเขาชื่อ Brian Dixon และให้ข้อเสนอที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ เขาเสนอให้ Brian กู้เงินเพื่อซื้อร้านอาหารร้านหนึ่งของเขา ด้วยเงื่อนไขที่จูงใจ Fred บอก Brian ว่าถ้า Brian ไม่ชอบธุรกิจนี้ ก็สามารถคืนร้านให้ได้โดยไม่ต้องชำระเงินใดๆ

Brian เป็นที่รู้จักว่าเป็นแฟรนไชส์ของ SUBWAY รายแรก มีการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับแม่แบบธุรกิจของ SUBWAYการทำเช่นนี้ทำให้ Peter และ Fred ไม่เพียงแค่บรรลุเป้าหมายของเขาเท่านั้น แต่ยังประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายด้วย

subway thai

ซับเวย์ในเมืองไทย

ไมเคิล เจ อัลลัน เป็นแฟรนไชส์ซีของซับเวย์คนหนึ่ง และเป็น Development Agent หรือ ตัวแทนพัฒนาแฟรนไชส์ในประเทศไทยด้วย ซึ่งเขาเป็นผู้ที่มีเรื่องราวการเป็นผู้ประกอบการ ที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทย เมื่อเขาเปิดร้านซับเวย์ร้านแรกบนถนนสีลม เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2546 โดยมีเป้าหมาย ที่จะขยายร้านต้นแบบ 10 แห่งภายในเวลา 5 ปี
เขาใช้เวลากว่า 12 ปี มี 63 สาขา

เรียกว่าการเติบโตไม่หวือหวา เพราะ Subway เป็นแซนด์วิชที่วางตำแหน่งของสินค้าตามสโลแกน “Eat Fresh” ขายความสดใหม่ นั่นคือขนมปังต้องอบใหม่ทุกวัน วัตถุดิบสดสะอาด และเป็นเจ้าเดียวที่ไม่มีเมนูของทอดขาย และไม่มีของทอดเป็นส่วนประกอบในแซนด์วิช

แม้ว่า จะมีสาขาอยู่มากกว่า 44,333 แห่ง ในกว่า 111 ประเทศทั่วโลก และอเมริกาเป็นตลาดหลักของ Subway เพราะสาขากว่า 50% ก็อยู่ในอเมริกา เรียกได้ว่า มีสาขามากกว่า McDonald รวมกับ Starbuck ด้วยซ้ำ

แต่ถึงแม้สาขาจะเยอะเป็นอันดับ 1 แต่ยอดขายรวม ในอเมริกา ก็อยู่ในอันดับ 3 คือ แพ้ McDonald กับ Starbuck ซึ่งยอดขาย ต่อสาขาได้ไม่ถึงครึ่งของยอด McDonald ด้วยซ้ำไป ตรงนี้ต้องจับตาดูอาการของซับเวย์ต่อจากนี้ไป

subway

บทเรียนจากซับเวย์

การคงจุดแข็งอันเป็นจุดขายที่สำคัญเอาไว้

จุดขายอันแข็งแกร่งของซับเวย์อยู่ที่สโลแกน “Eat Fresh” อันสื่อถึงความสดใหม่ของวัตถุดิบที่ใช้ และมีภาพลักษณ์เป็นอาหารจานด่วนเพื่อสุขภาพ ซึ่งซับเวย์ชูภาพลักษณ์นี้มาตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่นักบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ หากซับเวย์เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์นี้ของตน เป็นที่น่าเชื่อว่าฟาสต์ฟู้ดแบรนด์นี้คงไม่อาจเติบโตเป็นแฟรนไชส์อันดับหนึ่งของโลกจวบจนทุกวันนี้

โมเดลธุรกิจเดิมอาจใช้ไม่ได้ผลตลอดไป

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ซับเวย์ประสบความสำเร็จอยู่ที่การขยายสาขาเป็นจำนวนมาก หากนับจำนวนสาขาทั้งหมดแล้ว กว่าครึ่งหนึ่งของซับเวย์อยู่ในประเทศต้นกำเนิดหรืออเมริกา ซึ่งเท่ากับว่าในอเมริกามีสาขาของซับเวย์กว่า 2 หมื่นสาขาเลยทีเดียว หากเป็นในช่วงก่อนหน้านี้ การที่มีสาขาอยู่เป็นจำนวนมากและทุกสาขาสามารถสร้างยอดขายให้โตได้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือซับเวย์จะมีรายได้เข้ามาอย่างมหาศาลและการเติบโตของกำไรจะมากขึ้นตามไปด้วย

แต่เมื่อเทรนด์ในการบริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงไป จำนวนสาขาที่เคยสร้างจุดแข็งให้ซับเวย์จะแปรสภาพกลายเป็นจุดอ่อนทันที เพราะเมื่อยอดขายตกลงมาก็จะเกิดพื้นที่ทับซ้อนของสาขาขึ้นทันที แทนที่จะรวมรายได้เข้าสู่จุดเดียว กลับถูกกระจายไปยังสาขาต่าง ๆ แต่ค่าบริหารจัดการกลับคงที่หรือเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ จึงเป็นที่มาของการทยอยปิดสาขาที่ไม่สร้างผลกำไรและสาขาที่ทับซ้อนกันมากไปของซับเวย์

เราไม่ใช่เจ้าตลาดเสมอไป

ปัจจุบันซับเวย์รู้ซึ้งถึงความเป็นจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะจากที่เคยเป็นเจ้าตลาดด้วยส่วนแบ่งมากถึง 54% ซึ่งเป็นอัตราส่วนสูงที่สุดในช่วงที่รุ่งเรืองสุดขีดของตลาดแซนด์วิชอเมริกา แต่ในปี 2016 แม้ว่าซับเวย์จะยังคงเป็นเจ้าตลาด แต่ส่วนแบ่งการตลาดกลับหายไปถึง 5% เหลือเพียง 49% เท่านั้น และนั่นรวมถึงยอดขายที่หายไปถึง 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน นั่นแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งเพียงใด หากคู่แข่งมีกลยุทธ์ที่ดีพอ คู่แข่งก็สามารถเข้ามาเอี่ยวเพื่อชิงส่วนแบ่งนั้นไปได้เสมอ และยิ่งหากสินค้านั้นไม่ใช่สินค้าเฉพาะที่สามารถผูกขาดตลาดได้ด้วยแล้ว ลูกค้าก็พร้อมจะลองสิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ

อย่าดึงดันยึดติดอยู่กับอดีตโดยไม่ปรับตัว

แม้ว่ายอดขายที่ตกลงไป รวมถึงการหดหายของกำไรจะไม่ได้กระทบกับบริษัทอย่างรุนแรงก็ตาม แต่นี่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ซับเวย์ต้องใส่ใจ แม้อดีตจะรุ่งโรจน์เพียงใด แต่ทว่ามันก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะเทรนด์ในการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปคือสิ่งที่ทำให้ซับเวย์ต้องรีบปรับตัวและทิ้งอดีตใส่ไว้ในลิ้นชัก จงอย่าลืมว่าธุรกิจก็เหมือนการเดินหมากบนกระดาน การยึดติดถึงชัยชนะในอดีตอาจเป็นชนวนเหตุของความผิดพลาดและพ่ายแพ้ยกกระดานก็เป็นได้

ธุรกิจแฟชั่นที่กำลังมาแรง : Supreme

ข่าวดังกำลังมาแรง : จ่ายเยียวยา 5000 อีก 1 ล้านคน